ผู้เขียน: admin

การแนะนำให้ได้ออกกำลังกายในช่วงตอนเช้ามันจะทำให้ตัวคุณนั้นกระปรี้กระเปร่าในการที่ตัวของคุนั้นจะได้ทำงานต่อไปได้ ซึ่งสำหรับในการแนะนำในการที่จะไปออกกำลังกายนั้นมันก็ไม่ได้มีข้อห้ามเพียงแต่ว่าตัวเรานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องไปหักโหมอะไรไปมากมาย โดยส่วนตัวแล้วเราก็จะตื่นมาในช่วงเวลาตอนเช้าเวลาประมาณตี5-6โมงเราก็จะนั่งกินน้ำนั่งจิบกาแฟอะไรไปพอถึงเวลาประมาณ6โมงเช้าเรา

ก็จะทำการออกกำลังกายในบ้านวิ่งอยู่ภายในบ้านวิ่งในชุดนอนเท้าป่าววิ่งไปวิ่งมาสักประมาณหนึ่งชั่วโมงมันก็จะได้ระยะประมาณ5-6กิโลเมตรอันนี้มันก็จะเป็นการออกกำลังกายส่วนตัวของเราหัวใจมันก็จะเต้นอยู่ประมาณ60/70%มันก็จะโอเค ซึ่งมันก็จะแล้วแต่คนแล้วแต่คุณจะชอบหรือบางคนอาจจะไม่ค่อยชอบวิ่งหรือบางคนก็อาจจะวิดพื้นก็ได้คุณจะออกกำลังกาย

กระโดตบก็ได้คุณนั้นจะทำอะไรก็ได้ขอแค่เพียงแค่ตัวของคุณนั้นเคลื่อนไหวมันก็อยู่ที่อายุด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่าท่านใดที่มีอายุเยอะแล้วก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นการเดินเร็วหรือถ้าอายุน้อยลงมากอีกหน่อยก็ออกกำลังกายเพิ่มมากกว่านั้น ก็อยากแนะนำว่าอย่างน้อยก็จะประมาณสักครึ่งชั่วโมงอย่าไปออกแบบประมาณแค่5นาที ซึ่งมันก็จะไม่ค่อยได้ช่วยอะไรตัวคุณแต่ถ้าจะออกกำลังกายนั้นคุณควรที่จะต้องทำการวอมอัพสักเล็กน้อยไม่ใช่ว่าคุณนั้นมาถึงก็วิ่งเลยมันก็ไม่ใช่ซึ่งมันก็จะทำให้ร่างกายของคุณนั้นอาจจะได้รับบาดเจ็บได้

ต่อมาข้อนี้เป็นข้อที่จะทำให้วันนี้ชั้นของคุณแฮปปีไปทั้งวันถ้าตัวคุณนั้นทำได้ ก็คือ

เรื่องของมอนิ่งโน้ต ซึ่งมอนิ่งโน้ตนั้นมันก็คือการเขียนคุณจะเขียนอะไรก็ได้ในช่วงตอนเช้าเขียนคือได้บอกเอาไว้ว่าให้ตัวคุณนั้นเมื่อตัวคุณได้ตื่นขึ้นมาและก็ทำอะไรประจำแต่ให้คุณนั้นเขียนอะไรลงไปก็ได้ภายในกระดาษประมาณ15นาทีอาจจะเขียนว่าวันนี้ฉันจะทำอะไรหรือว่าเราได้เจอเหตุการณ์อะไรมาบ้างหรือว่าฉันแฮปปีกับเรื่องไหนไม่ทแฮปปีกับเรื่องไหน

ซึ่งในการเขียนนั้นมันจะทำให้ฟิลลิ่งที่มันได้ค้างๆอยู่ภายในหัวของเรานั้นหรือว่าความไม่สงบใจหรือว่าความไม่แฮปปีที่มันได้ค้างอยู่ในหัวของเรานั้นดีลีทมันออกมาแล้วก็ถ้าหากว่าคุณนั้นได้เขียนเรื่องที่ดีนั้นออกมาถ้าคุณเขียนเรื่องที่ไม่ได้มันจะได้ดีลีทและถ้าหากว่าคุณนั้นเขียนเรื่องที่ดีมันจะทำให้ตัวคุณนั้นแฮปปีแบบดี และนี่มันก็คือสิ่งที่ทำให้สุขภาพใจของเรานั้นมันดูดีขึ้นมามากๆเลยตั้งแต่ในตอนเช้าเพราะฉะนั้นเริ่มต้นตอนเช้าด้วยการเขียนก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากๆเพราะเขียนใส่กระดาษแล้วก็ทิ้งไปไม่ได้เก็บมาอ่านเพราะคุณจะเขียนทุกวัน

ตะไคร้ เป็นสมุนไพรที่ใกล้ครัวที่ทุกคนนั้นได้นำเอามาใช้ปรุงอาหารกันมาอย่างยาวนานมาได้ดูคุณประโยชน์ของมันที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

ตะไคร้ นั้นเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Cymboppogon citratus ได้จัดให้เป็นผักล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะที่เป็นพุ้ม ที่ได้นำเอามาปลูกกันเพื่อเอาไว้สำหรับปรุงรสชาติของอาหาร ซึ่งตะไคร้นั้นถือว่าได้มีประโยชน์อีกทั้งยังสามารถช่วยบรรเทาอาการโรคต่างๆได้ดีแต่คุณจะรู้หรือไม่ว่า ในลำต้นที่แข็งๆนั้นและส่วนของใบตะไคร้ที่มันได้มีความคมมันได้ซ่อนคุณประโยชน์เอาไว้อย่างมากมายที่เรานั้นไม่ควรรู้มากก่อน

สำหรับคุณประโยชน์ในตะไคร้ที่มีสมุนไพรที่ใกล้ตัว

สำหรับสมุนไพรใน ตะไคร้นั้นยังอุดมไปด้วยวิตามินอีกทั้งยังมีแร่ธาตุที่ซ่อนอยู่ในตะไคร้อย่างมากมายมีทั้งวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี ทั้งนี้ก็ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โฟแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส นอกจากนี้ตะไคร้ที่จะเป็นเครื่องปรุงอาหารแล้วมันยังได้มีประโยชน์ทางด้านการขับไล่แมลงได้ดีเพราะในส่วนของตะไคร้นั้นในตัวตะไคร้เอง

มันจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ในตัวแล้วทั้งในส่วนใบและลำต้นและในส่วนของน้ำมันหอมระเหยนั้นมันได้มีคุณสมบัติในส่วนของการขับไล่แมลงเป็นอย่างดีนั่นมันก็จะไม่แปลกอะไรที่เราทุกคนนั้นจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ของสบู่และผลิตภัณฑ์ที่เอาไว้ใช้เพื่อขับไล่แมลงเพราะในส่วนผสมนั้นของสบู่ในตะไคร้นั้นมันได้มีขายอยู่เยอะแยะมากมาย

นอกจากนี้มันยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้เท่านั้นตะไคร้นั้นมันยังสามารถช่วยเข้าไปล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราให้มันออกมาเป็นปัสสาวะได้บ่อยขึ้นเพราะสารเคมีที่มันได้มีอยู่ของตะไคร้นั้นมันจะทำให้ไล่ระบบของการย่อยอาหารและทำความสะอาดได้ดีขึ้นเช่น ตับ และ ตับอ่อน กระเพาะปัสสาวะ

ที่ช่วยขับไล่สารพิษด้านกรดยูริกให้ออกจากร่างกายและยังสามารถทำให้ในระบบของการย่อยคุณนั้นสะอาดดีขึ้น อีกทั้งยังทำงานให้มีคุณภาพมากขึ้น ทั้งนี้ได้ส่วนของตะไคร้นั้นยังช่วยให้ระบบของการย่อยอาหารได้ทำงานได้ดีขึ้น เพราะเนื่องจากได้มีการศึกษาและได้พบว่าการที่เรานั้นกินน้ำต้มตะไคร้นั้นมันจะสามารถช่วยในส่วนของการย่อยลดอาการปวดท้อง สามารถแก้หวัด ลดอาการของการเป็นตะคริวที่อยู่ในลำไส้และท้อเสียได้อีกทั้งมันยังสามารถช่วยในเรื่องของลดแก๊สที่มันอยู่ในลำไส้อีกด้วยแต่อย่างไรก็ตามในสรรพคุณของตะไคร้ก็ยังเป็นสมุนไพรที่ดีที่เรานั้นหาได้ไม่ยาก

เมนูอาหารใช้เวลาไม่นานทำได้ง่าย

มาม่าทรงเครื่อง

สำหรับเมนูมาม่าทรงเครื่องนั้นถือได้ว่ามีความสะดวกและรวดเร็วและยังไม่มีอะไรที่เกินไปกว่ามาม่าแต่จะให้ดีไปยิ่งกว่าก็ควรจะเพิ่มสารอาหารให้กับตัวเองด้วยการใส่วัตถุดิบใส่ลงไปให้กลายเป็นมาม่าทรงเครื่องที่มีน่าตาที่ดูน่ารับประมานมากยิ่งขึ้นและยังสามารถอับราคาให้เพิ่มมากขึ้นและยิ่งหากมาม่านั้นมีสีสันที่ดูที่น่าสนใจมีวัตถุดิบที่หลากหลายก็จะยิ่งขายได้ในราคาแค่ได้มองเห็นก็อยากจะรับประทานแล้ว

สำหรับวิธีในการทำมาม่าทรงเครื่องนั้น

(1)นำเอาไก่หรือหมูสับนำเอาไปรวนกับน้ำร้อนที่ต้มเดือดให้พอสุกจากนั้นให้ตักขึ้นมาพักไว้ก่อน 

(2)จากนั้นให้นำเอาพริกไปผสมกับ พริกป่น น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลใส่ถ้วยนำเอาไปใส่ในถ้วยเตรียมเอาไว้

(3)นำเอาเส้นบะหมี่นำเอาไปต้มในน้ำร้อนให้สุกจากนั้นพอเส้นสุกได้ที่แล้วให้นำเอาไปใส่ในถ้วยที่ได้เตรียมผสมเครื่องเอาไว้แล้วจากนั้นก็จัดวางไก่สับหรือหมูสับและไข้ต้มลงไปจากนั้นโรยหน้าด้วยต้นหอมและพริกซอยสามารถอร่อยได้ทันที สำหรับต้นทุนโดยรวมประมาณ15บาทจะสามารถขายในราคาประมาณ25บาทจะได้กำไรประมาณ10บาทต่อถ้วย

ข้าวต้มกุ๊ย

สำหรับเมนูข้าวต้มกุ๊ยหรือบางคนนั้นอาจจะทำเอาไว้ตั้งแต่เย็นและพอในเวลาเช้าก็หยิบนำเอามาอุ่นและรับประทานได้เลยและถือได้ว่าเป็นเมนูที่ไม่ต้องไปอะไรมากให้ยุ่งยากรับประทานให้พออิ้มเป็นหลักและไม่จำเป็นที่จะต้องมีกับข้าวอะไรมากมายหรือในบางทีก็รับประทานกับกุนเชียงหรือปลาเค็มคุณก็จะสามารถอิ้มได้ในทันทีและถ้าหากว่าใครที่คิดจะเปิดร้านทำขายและนอกจากที่จะมีข้าวต้มกุ๊ยแล้วก็อาจจะต้องควรที่จะต้องเพิ่มกับข้าวอีกซักสองซักสามอย่างตามไปอีกด้วย

สำหรับวิธีในการทำข้าวต้มกุ๊ยนั้น 

(1)นำเอาข้าวสารไปล้างน้ำให้พอสะอาดประมาณสองถึงสามน้ำเพื่อล้างให้เศษผงหรือเศษจากข้าวสารนั้นออกจนหมดสิ้น 

(2)จากนั้นให้นำเอาไปใส่หม้อด้วยข้าวสารที่ล้างสะอาดแล้วในหม้อเติมน้ำลงไปกะให้ท้วมข้าวในปริมาณที่มากพอที่จะต้มข้าวไม่ให้แห้ง 

(3)จากนั้นให้ตั้งไฟที่ปานกลางต้มต่อไปซึ่งมันอาจจะใช้เวลามากเล็กน้อยไม่เท่ากันก็ขึ้นอยู่กับความชอบหากใครที่จะต้องการให้ข้าวเละก็ต้องใช้เวลาในการต้มข้าวนานหน่อย

(4)เมื่อได้ข้าวต้มที่ต้องการแล้วนำเอาไปเสิร์ฟรับประทานควบคู่ไปกับปลาเค็ม ไข้เค็ม ไข่เจียวได้ตามต้องการ สำหรับต้นทุนโดยประมาณ5บาทสามารถทำขายได้ในราคา7บาทกำไร2บาทต่อถ้วย

         การอาบน้ำก็มีความสำคัญกับคนเราเช่นเดียวกันหลายคนคิดว่าการที่เราเข้าไปอาบน้ำนั้นเป็นการชำระร่างกายและไม่ต้องสนใจอะไรไม่มีผลกระทบกับร่างกายของเราแต่อย่างใดแต่จริงๆแล้วการอาบน้ำที่ดีและที่ถูกต้องนั้นควรจะมีการใส่ใจรายละเอียดในขั้นตอนของการทำต่อไม่ว่าจะเป็นการเลือกสบู่ยาสระผมในการใช้หรือแม้แต่การปรับอุณหภูมิน้ำให้เหมาะสมกับร่างกายของเราเรามาดูกันว่าในช่วงที่เราอาบน้ำเราควรมีการดูแลตัวเองอะไรบ้าง

         อย่าว่าเวลาที่คุณอาบน้ำนั้นคุณได้มีการเลือกสบู่ที่เหมาะสมกับผิวพรรณของคุณมาใช้งานอยู่แล้วแต่การอาบน้ำที่ดีนั้นควรจะต้องใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายและผิวพรรณของเราหลายคนเวลาที่อาบน้ำมักจะมีการขัดผิว ซึ่งการขัดผิวนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะใช้อุปกรณ์ช่วยในการขัดผิวไม่ว่าจะเป็นใยบวบแม้แต่อุปกรณ์อื่นๆ

ซึ่งมีความยาวเพื่อต้องการที่จะให้ขี้ไคลหลุดออกจากร่างกายแต่การที่เราขัดผิวโดยใช้พวกใยบวบหรือพวกผ้า 7 อย่ามาขัดผิวของเรานั้นจะส่งผลทำให้ผิวหนังของเราถูกรังแกโรคผิวหนังของเราบอกบางมากการใช้ของหยาบมาโดนผิวของเรานั้นจะทำให้ผิวของเราเสียหายขึ้นมาได้ดังนั้นเราควรเปลี่ยนจากใยบวบหลวงพ่อแก้วขัดตัวเมื่อใช้เป็นผ้าขนหนูเล็กๆนิ่มๆแล้ว

สักตามร่างกายแทนไม่ต้องถูกแรงมากนักก็จะช่วยให้ผิวของเราไม่มีร่องรอยเหี่ยวย่นได้รวมถึงการคัดตัวที่ดีนั้นควรจะขัดทุกซอกทุกมุมของร่างกายส่วนใหญ่แล้วคนเรามักจะไม่สามารถเชื่อมไปขัดด้านหลังได้ถึงดังนั้นเราควรจะหาตัวช่วยเช่นตัวแปรงขัดหลังที่มีด้ามยาวๆมาช่วยขัดทางด้านหลังของเราก็จะทำให้เราสามารถขัดขี้ไคลในด้านหลังของเราออกจากผิวหนังของเราทำให้ล้างของเรามีความสะอาดขึ้นได้แต่อย่าลืมว่าเราควรจะใช้แปรงขัดหลังที่เป็นผ้านิ่มๆก็ไม่เช่นนั้น

หลังเราก็อาจจะเกิดร่องรอยของการขูดและผิวหนังอาจจะเหี่ยวย่นได้ และที่สำคัญเมื่อเราใช้พวกแฟนคลับตัวเรียบร้อยแล้วรบกวนทำความสะอาดแปรงขัดตัวของเราอยู่เสมออย่าปล่อยทิ้งไว้ให้มันชื้นอย่างนั้นเพราะมันจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคการทำความสะอาดใยขัดตัวของเรานั้นควรจะมีการใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดทุกอาทิตย์

เพื่อที่ใยขัดตัวของเราจะได้ไม่สกปรกและที่สำคัญควรจะมีการเปลี่ยนใยขัดตัวของเราเดือนละ 1 ครั้งและควรเก็บใยขัดตัวไว้ในห้องน้ำตรงจุดที่สะดวกต่อการหยิบถึงที่สำคัญควรวางไว้ตรงจุดที่มีลมโกรกเพื่อที่ใยขัดตัวของเราจะได้แห้งเร็วไม่เปียกชื้น 

เวลาที่เราท้องอืดแน่นเกิดจากอะไร ซึ่งมันมีมากมายหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในการกิน ในขณะที่เรากินเยอะเกิน หรือกินมากเกินหรืออาจจะกินเร็วเกิน หรือแม้แต่การเคี้ยวไม่ละเอียดก็ตาม ซึ่งทำให้มันมีผลในการทำให้คนเราท้องอืดได้เหมือนกัน แนะนำร้านอาหารบางชนิดก็ยังทำให้มันมีผลให้คนท้องอืดได้เช่นกัน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าสำหรับคนที่มีอาการท้องอืดนั้นอาจจะเกิดจากการย่อยไม่ดีเพราะการมีระบบย่อยที่ไม่ดีนั้น มันก็จะมีผลทำให้แบคทีเรียหรือระบบที่เป็นจุลินทรีย์ของทางเดินอาหารนั้น ไม่มีกระบวนการย่อยที่เกิดขึ้นทำให้มันมีแก๊สมาขึ้นก็ทำให้มันมีอาการท้องอืดซึ่งในบางคนจะมีความรู้สึกอึดอัดท้องแน่นท้อง ทำให้บางคนนั้นมีอาการเรอออกมาซึ่งไม่ออกลงบนจะเป็นการออกลมด้านล่างนั่นเอง

หลักการป้องกันที่จะทำให้เรานั้นไม่ท้องอืดนั่นก็คือ

เราควรกินอย่างพอดีไม่กินมากจนเกินไป ไม่กินเยอะเกินเพราะช่วงเวลาไหนที่เรากินเยอะเกินไป มันจะทำให้รู้สึกแน่นและจะทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้นมาได้ แล้วเราควรที่จะเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพราะหากคุณเคี้ยวไม่ละเอียดแล้ว จะส่งผลให้การย่อยอาหารย่อยได้ไม่ดี ซึ่งอาจจะเป็นภาระให้กับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้หรือแม้แต่กระเพาะอาหาร ซึ่งอาหารบางชนิดหากเรามีการกินมันจนมากเกิน มันจะมีผลทำให้ระบบการย่อยอาหารของเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ช้า หากมีอาหารตกค้างในกระเพาะอยู่นานก็อาจจะมีผลทำให้เกิดเสี่ยงที่จะทำให้ท้องอืดมากขึ้นก็เป็นไปได้

อาหารประเภทไหนที่คุณควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนที่ท้องอืดนั่นเอง

กลุ่มแรกนั้นคือกลุ่มของนมวัวและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากนมโดยเฉพาะนมวัวนั้นมันจะมีน้ำตาลที่ขึ้นชื่อว่าแลคโตสโดยมีโปรตีนตัวหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเคซีนโดยเจ้า 2 สิ่งนี้ร่างกายของเรานั้นสามารถย่อยได้ยาก

กลุ่มที่ 2 นั่นก็คือถั่วเหลือง สำหรับนมถั่วเหลืองนั้นบางคนกินแล้วรู้สึกว่าท้องอืดได้นะ แต่ถ้าหากบางคนกินแล้วย่อยได้ดีไม่มีปัญหาอะไร ก็เท่ากับว่าเขาไม่มีปัญหาแต่สำหรับบางคนนั้น มีระบบการย่อยในโปรตีนของมณฑลเหลือในบางตัวนั้น สามารถย่อยได้ยากก็ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับนมถั่วเหลืองได้เช่นกัน ซึ่งมันจะทำให้คุณนั้นท้องอืดได้

กลุ่มที่ 3 ก็คือพวกธัญพืชทั้งหลายแหล่ อย่างเช่นถั่วทั้งหลายแหล่เนื้อบางคนกินเข้าไปทำให้รู้สึกว่าท้องอืดได้ เพราะมันสามารถย่อยได้ยากส่วนใหญ่ในส่วนนั้นจะมีพรีไบโอติก ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้ท้องอืดได้

กลุ่มที่ 4 นั่นก็คือจำพวกขนมปัง ซึ่งพวกขนมปังนี้ก็เป็นพวกเบเกอรี่หรือโดนัดโดยเหล่านี้จะมีแป้งสาลีเป็นส่วนประกอบซึ่งมันจะมีสารชื่อว่ากูเต้นอยู่ในส่วนประกอบของพวกนี้ โดยหากบางคนมีการกินเข้าไปแล้วจะสามารถทำให้เกิดการย่อยได้ยากซึ่งเป็นต้นเหตุของการท้องอืดนั่นเอง

ในช่วงที่สถานะเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดีและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ยังคงมีอยู่ การเดินทางออกนอกบ้านเพื่อไปซื้ออาหารการกินจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมากเพราะเราไม่รู้ว่าคนที่ไปเดินในตลาดนั้นไม่มีใครที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19หรือไม่อย่างนั้นกันปลูกผักทานเองจึงเป็นสิ่งสำคัญและสมควรทำในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างยิ่ง

แต่สำหรับหลายๆคนที่อาจจะไม่มีพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกมากนักเราจะมีวิธีการปลูกผักแบบง่ายๆและไม่ยุ่งยากแถมไม่เปลืองพื้นที่มาฝากกันซึ่งวันนี้จะเป็นการแนะนำการปลูกผักบุ้งในตะกร้ามีวิธีการยังไงบ้างมาดูกันเลยค่ะ

      ก่อนอื่นเราต้องนำเมล็ดผักบุ้งมาแช่น้ำเอาไว้โดยการแช่ค้างคืนไว้ 1 คืน หลังจากนั้นให้นำผ้าที่คิดว่าเป็นผ้าที่อุ้มน้ำไปชุบน้ำบิดพอหมาดหมาดแล้วนำเมล็ดของผักบุ้งที่เรามีการแช่เอาไว้ 1 คืนมาใส่ในภาพดังกล่าวนำผ้าไปห่อเมล็ดผักบุ้งให้มิดชิดหลังจากนั้นนำผ้าที่ห่อเมล็ดผักบุ้งไปใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้น

เมื่อเราแกะผ้าออกมาดูแล้วจะเห็นว่าเมล็ดผักบุ้งที่เรามีการห่อไว้เมื่อคืนที่ผ่านมามีรากโทรออกมาเล็กน้อยหลังจากนั้นให้เราเตรียมน้ำใส่กะละมังแล้วนำตะแกรงซึ่งมีรูตรงก้นมาวางบนกาละมังที่เรามีกันใส่น้ำเอาไว้ด้วยให้ตะแกรงแตะกับพื้นน้ำพอดีห้ามให้น้ำสูงจนเกินไปเสร็จแล้วให้นำต้นอ่อนของผักบุ้งซึ่งมีรากแล้วมาวางในตะแกรง

โดยหย่อนเอารากลงไปแช่ในน้ำ วางทีละต้นให้ครบเต็มตะกร้า และหาต้นไหนที่ยังไม่ขึ้นรากเราก็สามารถนำมาโดยตรงช่องว่างที่เหลือได้ หลังจากนั้นก็นำผ้าชุบน้ำให้หมาดๆแล้วนำมาปิดทับหน้าเมล็ดผักบุ้งเอาไว้ จะสังเกตเห็นว่าแค่เพียงวันที่ 2 เท่านั้นร่างของผักบุ้งก็จะโผล่ยาวขึ้นเราจึงต้องมีการเติมน้ำในกะละมังแล้วนำตะกร้ามาแช่น้ำไว้เหมือนเดิม

ปิดผ้าไว้เหมือนเดิมซึ่งต้องทำแบบนี้ทุกๆวันโดยประมาณซักวันที่ 3 หรือวันที่ 4 ให้สังเกตว่ารากของผักบุ้งแช่ลงไปในน้ำครบทุกต้นแล้วหลังจากนั้นเราก็เอาผ้าออกไม่ต้องคลุมน้ำแล้วก็ปล่อยให้ต้นโตขึ้นได้ตามปกติ ประมาณไม่เกิน 7 วัน

ก็สามารถนำต้นของผักบุ้งมาทานได้แล้วโดยจะเป็นต้นอ่อนของผักบุ้งซึ่งเราสามารถปรับรากแล้วก็นำมาทำประกอบอาหารได้เลยเพียงเท่านี้เราก็ไม่ต้องไปหาซื้อผักนอกบ้านให้ยุ่งยากและไม่ต้องเสี่ยงอันตรายต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19แล้วค่ะ 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  next88

เมื่อคุณนั้นอยากจะลดน้ำหนักผู้คนจำนวนมากจะสับสนในวิธีการลดซึ่งมันก็จะมีมากมายหลากหลายสูตรกันเหลือเกินทั้งสูตร 3วัน7กิโล ยาลดน้ำหนัก วิ่งวันละ5ชั่วโม อดอาร ซึ่งบอกเลยว่าคุณก็เลือกไม่ถูกกันใช่มั้ยงั้นมาดูทางนี้ดังนั้นก่อนที่คุณนั้นจะใช้วิธีใดๆเพื่อจะลดน้ำหนักเราอยากจะให้คุณนั้นได้ทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริง

ตามหลักวิทยาศาสตร์ของร่างกายเรานั้นดูเสียก่อนเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปร่างกายของเรานั้นก็จะเปลี่ยนอาหารเหล่านี้ให้กลายมาเป็นพลังงานที่มีหน่วยว่าแคลอรี่โดยร่างกายจำเป็นที่จะต้องนำเอาพลังงานเหล่านี้มาใช้เพื่อให้เรานั้นได้มีชีวิตที่อยู่ได้ไม่ว่าจะเป็นหัวใจที่เต้นสมองที่คิดจนไปถึงใมนการเคลื่อนไหวต่างๆของเรา

ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายนั้นจะมีการเผาผลาญอยู่ที่2,000กิโลแคลอรี่ต่อวันส่วนผู้หญิงนั้นจะมีการเผาผลาญอยู่ที่1,800กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งถ้าหากว่าเรารับประทานอาหารเข้าไปที่จำนวนมากกว่าพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานส่วนที่เหลือก็จะถูกนำมาเก็บเป็นไขมันสะสมแทน ซึ่งนั่นเองมันทำให้เรานั้นอ้วนนั่นเอง

แต่ในทางกลับกันแล้วหากเรานั้นรับแประทานอาหารที่น้อยกว่าพลังงานที่เรานั้นได้ใช้ร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่เหล่านี้ให้เปลี่ยนไปเป็นพลังงานได้เช่นกัน ซึ่งตามทิศดีแล้วหากเรานั้นสามารถที่จะลดพลังงานลงได้7,000กิโลแคลอรี่ไขมันก็จะถูกสหลายหายไป1กิโลกรัม ซึ่งมันก็จะต้องให้เรานั้นผอมลงได้1กิโลกรัมนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น หากเรานั้นรับประทานจำนวน500กิโลแคลอรี่ต่อวันพลังงานก็จะถูกลดลงประมาณ1,500กิโลแคลอรี่ต่อวัน และนั่นเองก็หมายความว่าหากเรานั้นทำเวลาเหล่านี้ได้เป็นเวลา1สัปดาห์นำหนักของเรานั้นก็จะลดลงไปประมาณ1.5กิโลกรัมและใน1เดือนน้ำหนักเราก็จะลดลงไป6กิโลกรัมและถ้าหากว่าเรานั้นสามารถที่จะลดแบบนี้ลงไปเรื่อยๆแล้วภายใน2ปีนำหนักของเรานั้นก็จะลดลงไปจำนวน144กิโลกรัมเลยทีเดียว

และในคำถามที่ถามกันมาว่า ทำไมคนที่ผอมแล้วรับประทานน้อยมากๆแต่ทำไมน้ำหนักนั้นไม่ยอมลดลงเลย หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนลดน้ำหนักไม่ประสบความสำเร็จก็เนื่องมาจากพวกเขานั้นอาจจะหักโหมออกกำลังกายจนมากเกินไปถ้าหากว่าเรานั่นลกน้ำหนักอย่างหักโหมจนมากเกินไปร่างกายก็จะตกใจคิดว่าเรากำลังจะตายและเปิดโหมดเอาชีวิตรอด

โดยสั่งให้ทุกระบบนั้นสั่งหยุดทุกพลังงานขึ้นอัตราการเผาผลาญและการสหายไขมันในร่างกายมันก็จะลดต่ำลงด้วยเหตุจึงทำให้การลดน้ำหนักในช่วงหลังๆของเราอาจจะช้าลงและไม่เป็นไปตามทิศดีที่เรานั้นได้คาดหวังเอาไว้นั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  rb88

หากต้องออกนอกบ้านจะลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด -19

       ขณะที่เชื้อไวรัสโควิด -19 กำลังมีการแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้และทางรัฐบาลเองก็เตรียมพร้อมในการที่จะแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ซึ่งเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็นทางรัฐบาลเองหรือแม้แต่คุณหมอตามโรงพยาบาลต่างๆออกมาขอร้องประชาชนทุกคนให้อยู่แต่ในบ้านและออกนอกบ้านเฉพาะในเวลาที่จำเป็นเท่านั้นแต่เราก็รู้กันดีอยู่ว่าบ้านอยู่แต่ในบ้านตลอดเวลาไม่สามารถทำได้

เพราะบางคนยังคงต้องเดินทางออกไปทำงานในทุกๆวันหรือแม้แต่บางคนที่ได้รับโอกาสให้ทำงานอยู่ที่บ้านแต่ก็ยังมีเหตุจำเป็นที่ต้องให้เดินทางออกนอกบ้านไม่ว่าจะเป็นการออกไปซื้ออาหารการกินรวมถึงออกไปทำธุระต่างๆหรือแม้แต่ช่วงที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อไปหาคุณหมอในการรักษาอาการไข้ดังนั้นบทความนี้เราจึงจะมีการมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีการออกจากบ้านแล้วทำอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโควิด -19กลับมาที่บ้านเพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนในบ้าน

สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกทุกครั้งก่อนที่จะมีการออกจากบ้านก็คือสวมใส่หน้ากากอนามัยเพราะข้างนอกไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศหรือแม้แต่ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เราติดเชื้อไวรัสโควิด -19ได้เช่นเดียวกัน  ทุกที่เราไปทุกที่ที่เราเดินผ่าน ต่างก็มีโอกาสที่จะมีเชื้อไวรัสโควิด -19อยู่บริเวณนั้นยิ่งส่วนไหนที่มีคนอยู่กันแบบหนาแน่นอัดยิ่งมีความเสี่ยงมากเดินตลาด บนรถเมล์ รวมถึงบนรถไฟฟ้าและที่สำคัญการที่เราเดินจับไปตามผนังต่างๆหรือตามราวบันได

หรือตามปุ่มกดลิฟท์ต่างๆก็อาจจะได้รับเชื้อโควิด -19เข้าสู่ร่างกายโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจดังนั้นมีอุปกรณ์นึงที่เราติดตัวไปนั่นก็คือถุงมือเพื่อที่เวลาเราไปจับอะไรจะได้ไม่ติดเชื้อโควิด -19โดยเมื่อเราใส่ถุงมือแล้วก็ไม่ควรที่จะเอามือมาเกาหน้าตาเพราะว่ามันจะเป็นการนำเชื้อไวรัสจากถุงมือเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราได้หรือบางคนอาจจะมีการพกเอวล้างมือติดตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำความสะอาดมือแบบไหนก็เป็นได้

และสำหรับการออกไปนอกบ้านหากเป็นไปได้ก็ควรเว้นระยะห่างกับบุคคลอื่นประมาณ 1 เมตรเป็นอย่างต่ำและไม่ควรที่จะหันหน้าเข้าหาบุคคลอื่นการจะหยิบจับสิ่งของอะไรก็แล้วแต่ควรจะมีการใช้เจลล้างมือก่อนทุกครั้งเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคและที่สำคัญการเดินทางออกไปข้างนอกหากเรามีรถยนต์ส่วนตัวเป็นของตัวเองควรใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนที่จะเป็นการนั่งแท็กซี่

หรือนั่งรถโดยสารประจำทางไป ระหว่างทางที่มีการออกนอกบ้านนั้นก็คอยสังเกตอาการคนข้างเคียงว่าเขามีอาการไอหรือจามหรือไม่และควรรักษาระยะห่างกับบุคคลเหล่านี้ไม่ควรเข้าไปและไม่ควรหันหน้าเข้าไปหาที่สำคัญหากเห็นว่าตรงบริเวณไหนมีคนอยู่กันเยอะจนเกินไปไม่ควรเข้าไปใกล้เพราะจุดนั้นจะเสี่ยงอย่างมากในการที่จะได้รับเชื้อโควิด -19 

 เมื่อออกไปข้างนอก กลับมาถึงบ้านแล้วควรทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงโควิด -19

           เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักวิธีป้องกันตัวเองขณะที่ออกนอกบ้านหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด -19กันบ้างแล้วซึ่งหลายคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีการสวมใส่หน้ากากอนามัยจะต้องล้างมือบ่อยๆและจะต้องมีการพกเจลล้างมือติดตัวไว้ตลอดเวลาที่สำคัญต้องอยู่ห่างตากคนอื่นประมาณอย่างต่ำ 1 เมตรเป็นต้นไปนี่คือข้อมูลคร่าวๆที่ประชาชนทุกคนรู้และเข้าใจกันเป็นอย่างดีในการใช้ชีวิตนอกบ้านเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด -19

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าหลังจากที่คุณเดินทางออกไปนอกบ้านคุณอาจจะมีการรับเชื้อโดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจซึ่งเชื้อนั้นอาจจะติดตามลำตัวหรือว่าเสื้อผ้าคนเข้ามาดังนั้นวันนี้บทความนี้จึงจะแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลตัวเองเมื่อออกไปนอกบ้านแล้วกลับเข้ามาในบ้านเราควรจะมีการป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้เชื้อไวรัสโคโรน่าติดตามเข้ามาในบ้านได้ซึ่งข้อมูลนี้นำมาจากนายแพทย์ของประเทศจีนที่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนคนจีนได้ปฏิบัติตามและได้ผลดีเป็นอย่างมากเป็นการลดการติดเชื้อไวรัสโควิด -19ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งขั้นตอนนี้ประชาชนคนไทยเองก็สามารถทำได้ง่ายๆคงจะทำเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าในช่วงนี้การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19ในประเทศไทยยังมีปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องและยังถือว่ายังอยู่ในช่วงของอันตรายที่จะมีการแพร่ระบาดมากขึ้นเรื่อยๆดังนั้นการดูแลสุขภาพของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

เราจึงควรทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด -19มาดูกันว่าหลังจากกลับมาถึงบ้านแล้วแล้วคุณจะทำอะไรบ้าง

  1. อย่างที่เรารู้ว่าเวลาออกนอกหน้าเราใส่หน้ากากกันทำไงดังนั้นเมื่อเรากลับมาถึงบ้านเราจึงควรถอดหน้ากากอนามัยอันที่ใส่และแยกออกมาเพื่อเอาไปซักหรือถ้าหน้ากากอนามัยอันที่เราสวมใส่เป็นแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งก็ควรจะนำไปทิ้งถังขยะให้เรียบร้อยไม่ควรมาวางไว้ในบ้านเพราะเผื่อเด็กๆที่อยู่ในบ้านหรือคนอื่นที่อยู่ในบ้านไม่ทราบแล้วจะนำหน้ากากอนามัยอันเดิมนั้นไปใช้ซึ่งตรงนี้เป็นความเสี่ยงอย่างมากที่อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสโควิด -19ได้
  2. เมื่อกลับมาถึงบ้านตั้งแต่ตอนหน้ากากอนามัยแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือการล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโดยถูทั้งมือและแขนใช้ระยะเวลาประมาณ 2 นาทีในการทำความสะอาดเพื่อให้เชื้อหลุดออกไปจากมือและแขน
  3. ที่สำคัญ ความสะอาดเรียบร้อยแล้วควรจะรีบขึ้นไปอาบน้ำชำระล้างกายให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีการถูกเนื้อต้องตัวกับคนในบ้านเพื่อป้องกันเชื้อที่อาจจะติดตามตัวและเสื้อผ้าของเราไปถูกบุคคลอื่นที่อยู่ในบ้านของเราได้
  4. และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่นั้นควรจะมีการคัดแยกออกมาต่างหากไม่ควรซักปะปนกับเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ในบ้านเป็นประจำ 

  หลายคนคงยังไม่รู้ว่าการที่เราใช้ยาจุดกันยุงนอกจากมันจะฆ่ายุงแล้วมันยังสามารถฆ่าคนที่ใช้ผ่อนส่งได้อีกด้วย เนื่องจากการผลิตยาจุดกันยุงนั้นจะมีการนำสารเคมีมาผสมกับขี้เลื่อยซึ่งกลิ่นของสารเคมีจะออกฤทธิ์เมื่อเรามีการจุดไฟเผายากันยุงให้เกิดเป็นควันซึ่งฤทธิ์นี้จะไปทำลายยุงให้ตายในขณะเดียวกันควรจะขี้เลื่อยพี่ออกมาจากยากันยุงหากเราที่เป็นมนุษย์สุดดมเข้าไป

ก็จะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจของเราเช่นกันซึ่งเชื่อว่าถ้าหากใครเคยใช้ยากันยุงชนิดจุดแบบนี้แล้วก็น่าจะเคยรู้สึกว่าหากนั่งใกล้ๆยาจุดกันยุงแล้วควันของมันจะส่งผลออกมาทำให้เรารู้สึกหายใจติดขัดเนื่องจากวันที่มันมีการระเหยออกมานั้นจะถูกสุดดมเข้าไปในร่างกายของเราแล้วไปอยู่ที่ปอดซึ่งจะหาเปรียบเทียบการทำงานแล้วมันก็เหมือนกับที่เราสูดควันไฟหรือควันจากท่อไอเสียเข้าไปหรือควันจากบุหรี่เข้าไปเช่นเดียวกันซึ่งหลายคนมักจะมีอาการแสบตารู้สึกระคายเคืองรวมถึงหายใจไม่สะดวกและหากใครที่มีอาการแพ้ยาจุดกันยุงบางครั้งก็จะเกิดการวิงเวียนศีรษะ ,  ปวดหัว , อาเจียน , คลื่นไส้  

      น้ำยาจุดกันยุงนั้นถูกสร้างมาเพื่อให้ขวัญของมันออกฤทธิ์ทำร้ายยุงให้ถึงแก่ความตายแต่ในขณะเดียวกันหากเราสูดควันของยาจุดกันยุงเหมือนกับที่ยืนสูดเข้าไปเราก็อาจจะถึงแก่ความตายเหมือนกับยุงได้เช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าเราจะไม่ได้ตายทันทีเหมือนกับยุงแต่จะเป็นการตายในลักษณะขนส่งเพราะการที่เราสูดควันของยาจุดกันยุงเข้าไปมันจะไปทำลายระบบภายในร่างกายเช่นปอดซึ่งหลายครั้งที่พบว่าคนเป็นมะเร็งที่ปอดทั้งที่ไม่ได้สูบบุหรี่นั่นก็เพราะว่าช่องทางของควันพิษที่เข้าไปที่ปอดนั้นไม่ได้มาจากควันจากบุหรี่อย่างเดียวแต่สามารถมาจากควันของรถยนต์จากท่อไอเสียรวมถึงควันจากยากันยุงก็ได้เช่นเดียวกัน

ที่สำคัญหากใครที่มีอาการแพ้ยาจุดกันยุงมากๆแล้วไปสัมผัสโดนมันจะมีผลทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคืองเป็นผื่นแดงได้และควรจัดแยกเป็นพรุ่งนี้เองยังมีผลต่อผู้หญิงตั้งครรภ์ซึ่งจะส่งผลเข้าไปยังลูกน้อยในครรภ์ได้และหากทารกในครรภ์ได้รับพิษจากควันของยาจุดกันยุงแล้วก็จะมีผลลามไปถึงการพัฒนาการทางด้านสมองของลูกน้อยในครรภ์ของหญิงตั้งครรภ์ได้เลยทีเดียว

    จะเห็นได้ว่ายาจุดกันยุงมันก็มีความสำคัญกับคนเราเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงมากัดและไม่ให้เราเกิดโรคภัยจากปัญหาที่เราถูกยุงกัดแต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นภัยร้ายที่คร่าชีวิตเราได้เช่นเดียวกันหากเรามีการสูดควันของยาจุดกันยุงเข้าไปดังนั้นการใช้ยาจุดกันยุงจึงควรจดให้ห่างจากคนและเราไม่ควรนั่งใกล้ยาจุดกันยุงเพราะว่าอาจจะเผลอสูดควันเข้าไปในร่างกายได้